<

✈🗼 Lost in Paris. {WINNER&iKON OS; songkim, double b}

posted on 31 Oct 2015 04:04 by braille in Fiction directory Fiction, Asian

 

 

 

 

(WINNER&iKON - AU One Shot)   LOST IN PARIS.

Pairing: SongKim (Minho/Jinwoo), Double B (Jiwon/Hanbin)

Rate: PG

Sort: Rom-Coms

Author: lullaby

Note: เมื่อสองเอ๋อเดินทางด้วยกัน ความพังพินาจจึงบังเกิด  ;-;

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สายลมหนาวในช่วงกลางเดือนแรกของปีใหม่ที่พึ่งมาถึงนี้…

ได้พัดพาเกล็ดหิมะเย็นที่กำลังตกบางเบาอยู่ทั่วบริเวณให้ปลิวว่อน

บางส่วนนั้นกระทบเข้ากับดวงหน้าที่แสดงความกระวนกระวายของสองเด็กหนุ่ม

แต่เหมือนทั้งคู่จะไม่ได้รู้สึกสนใจมันนัก…เพราะมีสิ่งที่ควรสนใจมากกว่าอยู่ตรงหน้า

 

 

 

แผนที่ใบใหญ่ของมหานครปารีสถูกกางออกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้ว…พวกเขาไม่ได้นับ

สถานที่…เส้นทาง…และภาษาที่ไม่คุ้นชินนั้นปรากฏให้เห็นเต็มหน้ากระดาษอีกครั้งและอีกครั้ง

หลังจากความพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดทั้งหมดสิ้นสุดลง…

ใช่…ยอมรับแต่โดยดีก็ได้ว่าพวกเขา ‘หลงทาง’

 

 

 

“พี่จินอูอย่าพึ่งท้อดิ ยังมีกูเกิ้ลแมพอยู่ เดี๋ยวลองเปิดดู”

คิมฮันบินเอ่ยขึ้นเบาปลอบใจพี่ชายทันทีที่เห็นสีหน้าอีกฝ่าย

พรางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอพพลิเคชั่นดังกล่าว

“ฮือ ฮันบินอ่า…พี่อยากกลับโรงแรมแล้ว ไปไหนก็หลงตลอด ทำไมพวกเราเป็นแบบนี้”

น้ำเสียงถอดใจดังขึ้นอู้อี้ภายใต้ผ้าพันคอผืนหนา

คิมจินอูเริ่มงอแงอีกครั้งเป็นรอบที่ร้อยของวัน

“มาไกลขนาดนี้แล้วพี่ ครึ่งทางได้แล้วมั้ง สู้ต่อเหอะนะ”

น้องชายพยายามให้กำลังใจพี่ชายอีกครั้ง

 

 

 

ฮันบินกลับมาง่วนกับโทรศัพท์มือถือของเขาอีกครั้ง

นิ้วเรียวพิมพ์จุดหมายปลายทางที่พวกเขาต้องการจะไปลงที่ช่องค้นหา

‘Louvre Museum’

ตัวโปรแกรมกำลังค้นหาเส้นทางให้…

ไม่กี่อึดใจทั้งหน้าจอก็เต็มไปด้วยสถานที่ เส้นทาง และภาษาที่เหมือนกับในแผนที่ไม่มีผิด…

แล้วอย่างนี้มันจะต่างอะไรกับแผนที่กระดาษที่พวกเขานั่งงมกันมาเป็นชั่วโมงละเนี่ย?

เขาลองแตะไปที่เมนู ‘ขนส่งสาธารณะ’

ทั้งเส้นทางสายรถบัส สายรถไฟ อะไรต่อมิอะไรปรากฏขึ้นมาเต็มหน้าจอยุ่งเหยิงอย่างกับใยแมงมุม…

 

 

 

“พี่จินอู! กูเกิ้ลแมพมันก็ขึ้นเป็นภาษาฝรั่งเศสเหมือนกันอ่ะพี่ ผมคิดว่ามันจะแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลีให้ซะอีกอ่า…” คนพี่ได้ยินดังนั้นเริ่มหน้าถอดสีอีกครั้ง

ฮันบินดึงหมวกบีนนี่ออกจากศีรษะตนแล้วขยี้ผมจนยุ่งเหยิงด้วยความหงุดหงิดใจ

“พี่ว่าเราลองถามทางคนแถวนี้ดูมั้ยอ่ะ เลือกคนที่ดูเป็นมิตรๆหน่อยดีมั้ย?”

“แต่พวกเราพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้นะพี่…”

“เออวะ พี่ลืมไป ฮือ...”

“งั้นเราโบกแท็กซี่ดีมั้ยพี่? ไม่ต้องพูดหรอกชี้ๆไปที่แผนที่ที่เราจะไปเอา…”

“พี่ว่ามันไกลอยู่นะ เราไม่มีตังค์ขนาดนั่งแท็กซี่รอบเมืองขนาดนั้นหรอก…”

เหล่าลูกแกะน้อยในเมืองใหญ่ทำได้แต่แข่งกันถอนหายใจทิ้ง…

 

 

 

“เอางี้พี่ เรามาตั้งสติกันก่อน” ฮันบินเริ่มเปิดบทสนทนาอีกครั้งหลังจากวิญญาณกลับเข้าร่าง

“ผมว่าเราเริ่มที่โรงแรมเป็นจุดเริ่มต้นก่อน แล้วค่อยๆไล่เส้นทางไปเรื่อยๆจนถึงจุดที่เราอยู่ตอนนี้ดีมั้ย?”

“อืม…” จินอูตอบเสียงเนือย

 

 

 

ฮันบินเปิดกูเกิ้ลแมพอีกครั้งแล้วพิมพ์ชื่อโรงแรมที่พวกเขาพักเป็นจุดเริ่มต้น

และพิมพ์ Louvre Museum เป็นปลายทาง จากนั้นแตะลงไปที่เมนูขนส่งสาธารณะอีกครั้ง…

“นี่ไงพี่…จากโรงแรมเราเดินๆๆ…แล้วไปขึ้นรถบัสสายนี้…แล้วก็ลงเมโทรสถานีนี้…แล้วก็ขึ้นเมโทรสายสีเหลืองไปลงสถานีนี้…”

จินอูยื่นใบหน้าสวยเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“จากนั้นเราก็ขึ้นเมโทรสายสีชมพูไปลงสถานีนี้…เอ๊ะ?”

“มีอะไรหรอ?”

“ในแมพมันก็สิ้นสุดแล้วนะพี่…”

“อ้าว แล้วนี่เราอยู่ที่ไหนกันอ่ะ?”

“สถานี Palais Royal…อย่าบอกนะว่า…”

สองพี่น้องรีบจูงมือกันวิ่งอ้อมตึกใหญ่นี้ไปฝั่งตรงข้ามถนนนั้นอย่างรวดเร็ว…

 

 

 

พีระมิดแก้วหลังใหญ่โตปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าพวกเขาทันทีเมื่อพ้นเขตตึกสูงที่บดบัง

ความแวววาวของมันสะท้อนกับแสงอาทิตย์เข้าที่ดวงตาของทั้งสองคู่…ช่างเจิดจ้าเหลือเกิน

เด็กหนุ่มสองคนยืนเหว๋ออยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ท่ามกลางฝูงชนนานนับหลายนาที…

“ถ้ามันเป็นงูคงฉกพวกเราตายไปวันละหลายสิบหนแล้วมั้ง…”

จินอูเอ่ยขึ้นพรางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

“พวกเราแม่งเป็นบุคคลที่ไม่ควรไปไหนด้วยกันจริงๆหวะพี่ อยากจะบ้าตาย…”

ฮันบินกล่าวต่อพร้อมทำหน้าบอกบุญไม่รับ

 

 

 

=====

 

 

 

“บ็อบ เดี๋ยวมึงไปดูโซนรูปปั้นแล้วกัน กูดูโซนเพ้นท์ติ้งเอง…วันนี้ดูแค่ส่วนปีก Richelieu ก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาต่ออีกสองปีกที่เหลือ…”

“โอเคพี่…งั้นเดี๋ยวเสร็จแล้วมาเจอกันตรงพีระมิดแก้วกลับหัวนะ”

“เออ”

ซงมินโฮและคิมจีวอน สองนักศึกษาจากสถาบันศิลปะและการออกแบบชื่อดังของประเทศฝรั่งเศส

สองเด็กหนุ่มสัญชาติเกาหลีที่ต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดมาไกลกว่าสี่พันไมล์ทะเล

เพื่อมาศึกษาหาความรู้ที่มหานครปารีสแห่งนี้…

 

 

 

วันนี้น้องปีสองคนสนิทอย่างจีวอนเกิดว่างจัดไม่มีอะไรจะทำขึ้นมา

พี่ปีสี่ผู้รักและเอ็นดูน้องคนนี้อย่างมินโฮจึงได้ลากมาช่วยเขาเก็บข้อมูล

แกลเลอรี่ทั้งหลายในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์แห่งนี้

เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบในการทำทีสิสจบของเขา

 

 

 

“เห้อ…อีกปีเดียวพี่มิโนก็จบละ…ทีสิสก็มีคนช่วย…หมดรุ่นพี่มิโนไปก็ไม่มีเด็กเกาหลีแล้ว…เหลือแต่กูเนี่ย…ถึงตาทีสิสกูเมื่อไหร่นะจะจิกหัวอีพี่มาช่วยมั่ง…”

คิมจีวอนหรือที่เพื่อนๆชาวฝรั่งเศสรู้จักกันดีในนาม ‘บ็อบบี้คิม’

บ่นขมุบขมิบกับตัวเองระหว่างเดินลงไปที่ชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์…

 

 

 

ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการดื่มด่ำผลงานประติมากรรมชั้นยอดที่อยู่ตรงหน้านั้น

จู่ๆท่อนแขนแกร่งของเขาได้สะบัดอย่างแรงจากการกระแทกของบุคคลที่พึ่งจ้ำอ้าว

ผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับมามอง…หรือจะพูดให้ถูกคือโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาจากจอมือถือเลยจะดีกว่า

จีวอนจึงสบถคำด่าเป็นภาษาบ้านเกิดออกมาอย่างลืมตัว…บุคคลดังกล่าวหยุดกึกทันที

ละสายตาจากหน้าจอมือถือขึ้นมามองเขาแล้วเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าปั้นปึ่งเต็มที่…

 

 

 

“ก็ขอโทษแล้วไงจะด่าทำไมวะ!”

บุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นหน้าชัดๆคือเด็กหนุ่มชาวเอเชียนั้นว่าเซอร์ไพร์สแล้ว

การที่เขาโดนด่ากลับเป็นภาษาเดียวกันอย่างชัดถ้อยชัดคำนี่เซอร์ไพร์สกว่า…

“ขอโทษตรงไหน ยังไม่เห็นได้ยินสักคำ” จีวอนตอบกลับอย่างไม่ยี่ระ

“ก็ฉันขอโทษแล้วจริงๆอ่ะ ‘ซอรี่’ อ่ะ หูหนวกรึไง?”

“ก็ไม่ได้ยินจริงๆนี่หว่า…นายอาจพูดเบาจนฉันไม่ได้ยินก็ได้”

เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มจึงมองค้อนกลับไป…

“เออ ‘ขอโทษ!’ ทีนี้ได้ยินชัดพอยัง!”

 

 

 

หลังจากตะคอกใส่หน้าเขาพอเป็นพิธีแล้วเด็กคนนั้นก็หันหลังกลับรีบจ้ำอ้าวออกไปทันที

แถมไม่วายก้มหน้างุดลงไปง่วนกับมือถือต่ออีก…

“นี่ตกลงมันผิดหรือกูผิดวะ? ดุชิบหาย คนหรือเสือ…”

จีวอนเกาศีรษะด้วยความงุนงงระหว่างกำลังเดินกลับขึ้นไปบนชั้นแรกของพิพิธภัณฑ์…

 

 

 

=====

 

 

 

“ฮือ…ทำไมคนมันยั้วเยี้ยขนาดนี้เนี่ย ไม่มีที่ที่จะไปเที่ยวกันแล้วหรอ?”

คิมจินอูพึ่งรู้ตัวว่าเขากับฮันบินพลัดหลงกันในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

ที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแห่งนี้ซะแล้ว…

ฮันบินส่งข้อความหาเขารัวๆเพื่อถามถึงพิกัดที่เขากำลังเดินหลงอยู่ในตอนนี้

แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้ว่าตนเองอยู่ตรงส่วนปีกไหนหรือชั้นอะไรหน่ะสิ…

ครั้นจะไปถามมนุษย์หลากหลายเชื้อชาติในที่นี้ก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร

ภาษาฝรั่งเศสก็ไม่รู้…ภาษาอังกฤษก็ไม่รอด…

เขาทำได้เพียงถ่ายรูปสถานที่ที่อยู่ตอนนี้ หรือพิมพ์ชื่อภาพเขียนแถวๆนั้นส่งไปให้น้อง

แล้วเดินสะเปะสะปะไปตามคลื่นมหาชน…

 

 

 

ซงมินโฮกำลังหมุนเลนส์ปรับโฟกัสของภาพเขียนชั้นยอดตรงหน้า

อยู่หลังกล้องผ่านช่องมองภาพด้วยความชำนาญ ทันทีที่เขาได้โฟกัสที่คมชัดสมใจแล้วนั้น

นิ้วเรียวยาวกำลังลงมือกดชัตเตอร์บันทึกภาพ…แต่เสี้ยววินาทีนั้นเอง

จู่ๆก็มีมนุษย์จากที่ไหนไม่รู้เดินเอ๋อมาติดอยู่ในระยะของกล้องโดยไม่ได้มองรอบข้างอะไรใดๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมาจากช่องมองภาพอย่างรวดเร็ว…

 

 

 

มินโฮพยายามจ้องหน้าคนตรงข้ามเขาตรงๆเพื่อให้เจ้าตัวรู้สึกตัวสักที

แต่เหมือนชายหนุ่มคนนี้จะบื้อกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ…

“Excusez moi Monsieur. Pouvez-vous bouger un peu?...Je veux prendre quelques photos.”

นิ่งสนิทไม่หือไม่อือ สงสัยจะไม่เข้าใจภาษาฝรั่งเศส…

“Excuse me, Sir. Can you move a little?...I want to take some pictures.”

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากบุคคลที่กูเรียก ดูจากหน้าตาคงเป็นคนเอเชีย…

すみません。あなたが少しを動かすことができますか?...私はいくつかの写真を撮りたいです。

對不起,先生。可你動了一下?...我想多拍幾張。

ยัง…ยังยืนงงอยู่ กูเดาสุ่มแม่งทุกชนชาติแล้วเนี่ย ยังไม่เข้าใจอีกหรอวะ?

“เอ่อ…ขอโทษนะครับ ช่วยเขยิบไปนิดนึงได้มั้ย? คือผมจะถ่าย…”

เขาลองพูดภาษาแม่ของตัวเองดู…

ปรากฏว่ายังไม่ทันพูดจบประโยคดีหนุ่มหน้าสวยคนนั้นกลับเข้าใจขึ้นมาเฉย

เจ้าตัวขอโทษขอโพยเขาซะยกใหญ่ เจอเพื่อนร่วมชาติในต่างแดนแบบนี้มันก็ดีนะ…

 

 

 

“พอดีเลย…งั้นผมขอถามทางหน่อยได้มั้ย? พอดีผมหลงกับน้องอ่ะครับ”

ดวงตากลมโตนั้นส่งสายตามีความหวังมาให้เขาอย่างเต็มเปี่ยม…

 

 

 

=====

 

 

 

‘เอางี้พี่ เดี๋ยวเราไปเจอกันที่พีระมิดแก้วกลับหัวแล้วกันนะ’

‘จำได้ใช่มั้ย? ตรงครั้งแรกที่เราเข้ามาข้างในเลยอ่ะ’

‘ไม่ใช่พีระมิดแก้วข้างนอกพิพิธภัณฑ์นะพี่! ข้างใน ที่กลับหัว’

‘ท่องไว้ กลับหัว’

 

‘อือๆ เข้าใจแล้วววว’

‘ก็กลับหัวไง เรื่องแค่นี้เอง’

‘แกเห็นพี่โง่มากรึไงวะ?’

 

‘ผมจะละไว้ในฐานที่พี่เข้าใจละกัน’

 

‘ฮันบินอ่า…TT’

 

 

 

คิมฮันบินก้มหน้างุดง่วนกับการส่งข้อความให้พี่ชาย

พรางสาวเท้าฉับๆในโถงทางเดินด้วยความหงุดหงิด

“วันนี้ทำไมมันซวยอะไรอย่างนี้วะ? มัวแต่หลงกันไปหลงกันมาไม่ต้องดูอะไรกันพอดี…หมดเวลาก่อน”

เขาเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกงของตน

แล้วรีบเดินไปยังจุดนัดพบอย่างรวดเร็ว

 

 

 

“โอ้ย! ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อน…”

ฮันบินเอ่ยขึ้นกับตนเองเสียงเบาเมื่อเห็นไกลๆว่าที่หมายที่เต็มไปด้วย

นักท่องเที่ยวหลากเชื้อชาตินั้น มีบุคคลที่เขาไม่อยากเจอปรากฏตัวอยู่ด้วย…

“หลงทางซ้ำซากไม่พอยังจะวนมาเจอไอ้ฟันจอบนี่อีกแล้ว…กลับบ้านไปกูจะรีบทำบุญอย่างแรกเลยแม่ง…”

 

 

 

เมื่อมาถึงหน้าพีระมิดแก้วกลับหัวนั้น เขายืนทิ้งระยะห่างพรางหันหน้าไปอีกทาง

ตรงข้ามกับชายหนุ่มคู่กรณีคนนั้นในทันที รู้สึกโล่งอกที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็นเขา

จีวอนหยิบมือถือขึ้นมาเปลี่ยนเพลง เขาขยับหูฟังที่หูของตนให้เข้าที่เข้าทางยิ่งขึ้น

จากนั้นจึงกดดูเหล่ารูปภาพประติมากรรมที่ตนเองถ่ายไว้ในกล้องตัวใหญ่ฆ่าเวลาระหว่างยืนรอ

 

 

 

ฮันบินเผลอแอบเหล่มองพฤติกรรมต่างๆที่อีกฝ่ายกระทำโดยไม่รู้ตัวว่านานเท่าไร…

จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกเมื่อพี่ชายมาถึงด้านหน้าพีระมิดแล้ว

“โหย ฮันบินอ่า…กว่าพี่จะหาเจอ” จินอูบ่นอุบอิบทันทีเมื่อมาถึง

“ดีนะที่คุณมินโฮจะมาที่นี่เหมือนกันด้วย ฉันเลยรอดตายพอดี”

เขาพึ่งสังเกตว่าด้านหลังของพี่ชายมีใครที่เขาไม่รู้จักยืนอยู่ด้วย…

“นี่คิมฮันบินน้องชายผมเองครับ…นี่คุณซงมินโฮเป็นนักศึกษามาเรียนในปารีสอ่ะ”

จินอูแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกันด้วยความขมักเขม่น

อีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างให้ฮันบิน เขาจึงรีบโค้งให้คนอายุมากกว่า

“ไม่ต้องเรียกว่าคุณหรอกครับ ผมว่าผมอายุน้อยกว่าด้วยซ้ำ ผมควรจะเรียกมากกว่า”

“อ๊า ไม่ต้องเรียกหรอกครับ ไม่งั้นผมจะดูแก่ไปอีกหนะสิ”

“งั้นผมเรียกว่า ‘พี่จินอู’ แล้วกันนะครับ”

เขายืนมองพี่ชายที่ยิ้มแย้มด้วยความสดใสจนเขารู้สึกแสบตา…อะไรจะร่าเริงเบอร์นั้น

 

 

 

สิ้นสุดบทสนทนาเขาได้ยินเสียงดนตรีจากโทรศัพท์มือถือของเพื่อนใหม่แผดขึ้น

เสียงทุ้มมีเสน่ห์นั้นกรอกตามลงไปทันทีเมื่อรับสาย...

“เออ”

“กูถึงแล้วเนี่ย มึงอยู่ไหนวะ?”

“กูก็อยู่ที่เดียวกับมึงเนี่ย”

ทันใดนั้น ‘ไอ้ฟันจอบ’ คนนั้นก็เดินมาตบบ่าเพื่อนใหม่ดังปุ

ตามมาด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่เขาจำได้ไม่ลืม…

“ก็อยู่นี่ไง อิอิ” จีวอนยกยิ้มกว้างจนตาหยี

‘ชิบ-หาย’

ฮันบินนึกในใจ…

“อ้าวนั่น…”

จะหันหน้าหนีก็หนีไม่ทันแล้ว…

“อ้าว รู้จักด้วยหรอวะ?” มินโฮร้องทักจีวอนด้วยความแปลกใจ

“ดีจังรู้จักกันอย่างนี้ ทริปนี้ได้เพื่อนใหม่เยอะแยะเลยเนอะฮันบิน” จินอูปรบมือด้วยความยินดี

 

 

 

“อ๋อ…ชื่อฮันบินหรอ? ฉันบ็อบบี้ ยินดีที่ได้รู้จักนะ…” จีวอนยกยิ้มกวนด้วยความชอบอกชอบใจ

“…น้องเสือฮันบิน” เขาจงใจเน้นคำว่า ‘น้องเสือ’ ให้ดังฟังชัด

“ยิน-ดี-ที่-ได้-รู้-จัก-ครับ...” ฮันบินกัดฟันพูดตอบกลับไป

“…พี่ฟันจอบบ็อบบี้” เขายกยิ้มด้วยความสะใจ และจงใจเน้นคำว่า ‘พี่ฟันจอบ’ เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

fin.

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------------

ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก แค่รู้ว่ารักก็พอใจ  /หืมมม?

แต่ง AU นี่ทำไมมันยากเย็นแสนเข็ญอย่างนี้คะ  ;-;

ในบล็อกนี้มี AU นับเรื่องได้เลยค่ะ ประมานสามเรื่องได้

ไม่ค่อยถนัดเลย คิดไม่ค่อยออก ไม่ค่อยมีจินตนาการ  ;-;

 

น้องต๋าดูจะหลุดคาแรคเตอร์ไปเยอะ  ;-;

ตอนแรกจะให้น้องคาแรคฯเอ๋อๆมึนๆเหมือนตอนที่ไม่ได้อยู่บนเวที

ไปๆมาๆไหงน้องคาแรคฯเป็นครูเสือเวลาอยู่ในห้องซ้อมไปได้นะ  /เหม่อ

 

special thanks:  (x) (x) (x) (x) (x)

ขอขอบคุณกระทู้ต่างๆเหล่านี้ที่ช่วยเราในเรื่องความรู้เพิ่มเติม

และแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยจนสามารถแต่งต่อได้จนจบค่ะ  /ไหว้ย่อเข่า

 

สุดท้ายขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านจนถึงจุดนี้นะคะ

---------------------------------------------------------

ปล. ช่วงของฝากนักเขียน ขอแอบฝากผลงานเก่าๆไว้ในอ้อมใจสักนิดนึง

ตามลิ้งค์สารบัญนี้ค่ะ  (x)  และ  (x)  ขอบคุณมากค่ะ  :)

<